![]() | ประโยชน์ของไคโตซานที่มีต่อพืช | ![]() | |
ประโยชน์ที่เด่นชัดของไคโตซานสำหรับพืช 9 ข้อ1. เคลือบเมล็ดพันธุ์ ป้องกันเชื้อรา แบคทีเรีย ทำให้ประหยัดยาฆ่าเเมลง มากกว่า 50% อัตราการงอกของเมล็ดพันธุ์ 90%2. ขับไล่แมลงและศัตรูพืช ไม่ต้องใช้ ยาฆ่าหญ้า หนอน และแมลง เมื่อแมลงได้กลิ่นไคโตซานจะบินหนีเพราะโดยปกติ แมลงที่กัดกินต้นพืชจะไข่ทิ้งไว้เพื่อขยายพันธุ์ จึงทิ้งสารไคโตซานไว้เพื่อจับจองพื้นที่ ดังนั้นเมื่อแมลงได้กลิ่นจะบินหนีทันที เพราะคิดว่าพื้นที่บริเวณนี้มีแมลงมาจับจองพื้นที่แล้วนั่นเอง 3. กระตุ้นพืชกินปุ๋ยได้ดี ครบทั้งธาตุหลัก ธาตุรอง ธาตุเสริม โดยไคโตซานจะช่วยให้พืชมีรากฝอยที่ยาวและแข็งแรงกว่าพืชที่ไม่ได้ใช้สารไคโตซาน โดยปกติเวลาใส่ปุ๋ยให้พืช 100 ส่วน พืชจะนำไปใช้ได้แค่ 20- 40 ส่วนเท่านั้น ผลผลิตไม่ดี เกษตรกรจึงต้องอัดปุ๋ยเพิ่ม 2-5เท่า เพื่อให้พืชได้รับปุ๋ย 100 ส่วน ทำให้ต้นทุนปุ๋ยเพิ่มเป็น 2-5 เท่า 4.ไม่ต้องใช้สารจับใบ ไคโตซานมีประจุไฟฟ้าบวก และรูปากใบพืชมีประจุไฟฟ้าลบ ทำให้จับกันได้ดีโดยธรรมชาติ 5. ไคโตซานเป็นปุ๋ยโดยธรรมชาติ เวลาฝนตกจะมีไนโตรเจนเยอะมาก (และมีประจุบวก) ในขณะที่รูปากใบมีประจุลบ พอพืชเจอแสงอาทิตย์ทำให้พืชปรุงอาหารเองได้ 6. ปรับสภาพดินให้ร่วนซุย และน้ำสะอาด หากใช้ไคโตซานจะทำให้ไม่ต้องซื้อจุลินทรีย์ที่จำหน่ายตามท้องตลาดเลย เช่น จุลินทรีย์ E.M. 7. ประหยัดยาฆ่าแมลง เชื้อรา โรคพืช เพราะไม่มีแมลงมากินต้นพืช ทำให้พืชสามารถผลิตสารลิกนินเพื่อป้องกันเชื้อราได้ด้วยตัวเอง พืชจะแข็งแรงมีภูมิต้านทานต่อโรค 8.ยืดอายุการเก็บเกี่ยวได้นานกว่าปกติ เกิดก๊าซลิกนินช้าลง น้ำระเหยออกจากผลไม้/พืชช้าลง ป้องกันเชื้อราผลพืช ไม่ต้องใช้สารเคลือบผัก/ผลไม้เพื่อให้ดูสด ประหยัดสารเคลือบผิว 100% 9.พืชผักไร้สารพิษ ปลอดภัย 100% ใช่ร่วมกับสารทุกชนิดได้ (ยกเว้นปุ๋ยยูเรีย เพราะจะเหนี่ยวและเป็นเมือกจับตัวกันเป็นก้อน ทำให้ฉีดพ่นไม่ได้) โดยต้องละลายไคโตซานในน้ำและคนก่อนทุกครั้งก่อนผสมสารชนิดอื่นลงไป ผสมกับน้ำ ทิ้งไว้ได้นานโดยไม่บูดไม่เน่า สรุปได้ดังนี้1.ประหยัดยาฆ่าแมลง เชื้อรา โรคพืช 100% (อ่านข้อ 1, 7)2.ประหยัดปุ๋ยมากกว่า 50% (อ่านข้อ 3, 5) 3.ประหยัดสารจับใบ 100% (อ่านข้อ 4) 4.ประหยัดสารเคลือบผิวผลไม้ 100% (อ่านข้อ 8 ) 5.ประหยัดเงินต้นทุนได้มากกว่า 50 % (อ่านข้อ 1-9 อีกครั้ง) | |||









